“ไมเกรน” อีกหนึ่งโรคฮิตของคนวัยทำงาน

ด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน ทำให้หนุ่มสาววัยทำงานต้องเผชิญกับความเครียดต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ก่อให้เกิดความเครียดสะสม ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง รวมไปถึงบั่นทอนสุขภาพกายและใจ และทำให้คนป่วยเป็นโรคต่างๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในโรคฮิตของคนวัยทำงานเลยก็คือ “โรคไมเกรน”

จากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ พบว่า “โรคไมเกรน” เป็นโรคที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 1,200 ปี ก่อนคริสต์ศักราชมาแล้ว ซึ่งในสมัยนั้น ชาวอียิปต์เชื่อว่าอาการปวดหัวนี้เป็นความทรมานอย่างมาก ราวกับว่ามีปิศาจมาสาปให้เขาปวดหัวอยู่ตลอดเวลา จึงอาจกล่าวได้ว่าโรคนี้เป็นโรคที่สร้างความทุกข์กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก “โรคไมเกรน” หรือที่หลายๆ คนมักเรียกว่า “โรคปวดหัวข้างเดียว” เกิดจากการที่เยื่อหุ้มสมองของคนไข้ได้รับการกระตุ้นบางอย่างส่งมาที่สมอง โดยมีสารในสมองที่ชื่อว่า “เซโรโทนิน (Serotonin)” ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยับตัว และโป่งพองออก ส่งผลให้เวลาคนไข้ไมเกรนปวดหัว ก็จะปวดตุ้บๆ ตุ้บๆ ตามจังหวะการเต้นของชีพจร
ความชุกของโรคไมเกรนนี้ พบว่าเพศหญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า และมักพบคนไข้ไมเกรนในเพศหญิงที่อายุน้อย
อาการ คนไข้จะมีอาการปวดหัวข้างเดียว ปวดตุบๆ เป็นชั่วโมงๆ โดยปวดติดกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป ถ้าไม่ได้กินยาแก้ปวด ส่วนมากจะเป็นอาการปวดรุนแรง บางคนอาจมีการเห็นแสงสีรุ้งหยึกๆ หยักๆ บางคนก็เห็นภาพหายไปเป็นหย่อมๆ นอกจากนี้ หากมีสิ่งกระตุ้น หรือมากระทบกระเทือนก็จะทำให้ปวดหัวมากยิ่งขึ้น เช่น แสง เสียง กลิ่น อาหารบางชนิด และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
อาการปวดหัวไมเกรนจะต่างจากปวดหัวแบบอื่น กล่าวคือ เวลาหายปวด คนไข้ก็จะหายเป็นปกติ ไม่เหลือร่องรอยอาการปวดอีกเลย แต่พอเวลาปวดใหม่ ก็จะปวดรุนแรงอีก พอหายก็กลับไปเป็นปกติเหมือนเดิม แต่จะไม่ใช่การปวดในลักษณะที่ว่าวันนี้ปวดน้อย พรุ่งนี้ปวดมากขึ้น สัปดาห์หน้าปวดมากขึ้นอีก. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth